ชิน โสภณพ

ชิน โสภณพนิช

ความเฉลียวฉลาดของ ชิน โสภณพนิชในด้านความสามารถ ในการประกอบการและในการเก็งกําไร

ชิน โสภณพนิช

ความเฉลียวฉลาดเป็นเรื่องที่ยอมรับกัน ทั่วไป ดังที่ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จํากัด เคยพูดไว้ว่า

ลําพังแต่อัจฉริยภาพดังกล่าวนี้ คงไม่เพียงพอ ที่จะทําให้สมาชิกแห่งชนชั้นผู้ยากไร้ถีบตัวขึ้น มาเป็นนายทุนผู้ยิ่งใหญ่ได้ หากปราศจากโชค และจังหวะชีวิตที่เอื้ออํานวยหรือที่ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กล่าวว่า “ทั้งเก่ง ทั้งเฮง”

ในขณะที่ “ความเก่ง” เป็นปัจจัยที่สามารถแยกแยะแจกแจงได้ แต่อะไรเล่าคือความเฮงที่ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กล่าวถึง ชิน โสภณพนิช อาจเป็นตัวอย่างของนิทานปรัมปราที่กล่าวถึง ชาวจีนอพยพผู้สร้างฐานะทางเศรษฐกิจจากสภาพอันแร้นแค้น ที่มีเพียงแต่ “เสื่อผืนหมอนใบ” วัฒนธรรมการทํางาน และ การต่อสู้ชีวิตหยาดเหงื่อและแรงกาย และความวิริยะ อุตสาหะ

ที่เริ่มจากการเป็นเป็นลูกจ้างเรือโยงที่ล่องจากกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยาและลูกจ้างสารพัดหน้าที่ ที่โรงไม้เอี้ยะเล็งจน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการร้านค้าไม้ด้วยวัยเพียง 20 ปี ใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยโดย

สังกัดอยู่ในสายของพลตรีหลวงสังวรยุทธกิจทําให้เขาได้เห็นโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างใน ปี2487ก่อนสงครามจะยุติลง ธนาคารกรุงเทพกถือกําเนิดขึ้น มี ชิน โสภณพนิช เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร่วมกับบรร เหล่าขุนนางในยุคนั้น

และแล้วในที่สุดในก็สามารถสร้างบทพิสูจน์ผลงานชิ้นโบว์แดง ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจบริการที่ต้องใช้ทั้งความรอบรู้ กลยุทธ์ ต่างๆ ทั้งการค้าขาย ความกว้างขวางในการคบค้าสมาคมกับผู้คน มากมายหลายอาชีพความสามารถในการบริหารและความกล้าหาญในการตัดสินใจตลอดจนความฉับไวในการติดต่อดําเนิน ธุรกิจ

การทําให้ธนาคารกรุงเทพเจริญรุ่งโรจน์ในเร็ววัน ในเวลา ต่อมา ส่งผลให้ชื่อของชิ้นได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 12 นายธนาคารที่รวยที่สุดในโลกของนิตยสาร Institutional Investor ซึ่งเป็นนิตยสารสําหรับนักธุรกิจชั้นนําของโลก เมื่อปี 2526

รวมทั้งได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Asian Finance โดยเท เป็นนายธนาคารแห่งปี ด้วยความที่มีชื่อเสียง และผลงานรู้จักกันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ในฐานะที่เป็นธนราชันผู้ ยิ่งยง ผู้ร่วมก่อตั้งและปลุกปั้นธนาคารกรุงเทพจนกลายเป็น ธนาคารแนวหน้าของเอเชียและเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจ การเงินระดับโลกการต่อสู้ชีวิต ของ ชิน ได้หล่อหลอมขึ้นภายในใจครอบครัวชาวจีน

โดยได้รับอิทธิพลไม่โดยตรงก็โดยอ้อมจากศาสนาขงจื้อ นับ เป็นปัจจัยสําคัญที่ผลักดันให้ชาวจีนอพยพเหล่านี้ยืนหยัด ต่อสู้ ชีวิต อย่างไม่ท้อถอยหลายคนประสบความสําเร็จในการเขยิบ ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่น้อยคนนักที่ประสบความสําเร็จเทียบเท่า นายชินที่สามารถไต่เต้าจากอาชีพ “พะงับ” ไปสู่ยอดพีระมิดแห่ง โลกทุนนิยมโดยที่เส้นทางชีวิตดังกล่าวนี้ มีขวากหนามและ อุปสรรคที่ต้องฟันฝ่าเป็นอันมาก ความเฮงประการแรกของ นายชินคงจะอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่า

เมื่อนายชินกําลังไต่บันไดชีวิตไปสู่ยอดพีระมิดแห่งโลกทุนนิยม ในทศวรรษ 2490 นั้น หน่อของทุนนิยมในเมืองไทยยังไม่เติบ ใหญ่ และการรวมศูนย์ของทุนยังไม่ปรากฏ ช่วงโอกาสที่จะ ผลักดันตนเองไปสู่ยอดพีระมิดดังกล่าวจึงยังมีอยู่ แต่ในปัจจุบัน (ทศวรรษ 2530) ระบบทุนนิยมในเมืองไทยได้ขยายตัวออก ไปอย่างมาก โดยที่มีการรวมศูนย์ของทุนมากขึ้น ลําพังแต่ความสามารถในการประกอบการและความขยันขันแข็ง เอางานไม่เพียงพอที่จะแปรสภาพจาก “เสือผืนหมอนใน มาเป็นธนราชันได้ขันแข็งเอาการยืนหมอนใบ” จน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เส้นทางชีวิตของนายชิน ซึ่งเริ่มต้นเช่ ทศวรรษ 2490 ยากที่จะจําลองมาใช้ในทศวรรษ 2530 7 6ะ เนื่องจากสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจได้แปรเปลี่ยนไปนั่นเอง ที่พึงสังเกตก็คือการรวมศูนย์ของทุนเกิดจากการเติบใหญ่ของ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งรวมกลุ่มโสภณพนิชไว้ด้วยการเดิน ใหญ่ของเศรษฐกิจของนายชิน โสภณพนิช ซึ่งมีส่วนไม่มากก็ น้อยในการปิดช่องโอกาส “พะงับ” จะแปรสภาพเป็นธนราชัน ในเวลาต่อมา

การพึ่งพาผู้มีอํานาจทางการเมือง คน ในการแสวงหาผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ ชิน โสภณพนิช

ยอมรับอย่างเปิดเผยทั้งนายชินก็มีความชาญฉลาดในการดูทิศทางทางการเมืองด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2490 นายชินมี ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกับสมาชิกคณะราษฎรระดับ ผู้ก่อการ

แต่ภายหลังการก่อรัฐประหารปี 2490 นายชินกลับมี ความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับกลุ่มซอยราชครูโดย เฉพาะอย่างยิ่งพลตํารวจเอก “เผ่า ศรียานนท์” ความ สัมพันธ์ดังกล่าวนี้ได้ช่วยป้องกันมิให้ธนาคารกรุงเทพ จํากัด ร่วงหล่นสู่หุบเหวแห่งความหายนะที่เกิดขึ้น

Intelligence is generally accepted as Mr. Prasit Kanjanawat, Chairman Bangkok Bank Limited once said that

But this genius is not enough to make the members of the poor class soar Become a great capitalist Without luck And the pace of life that is conducive or Mr. Prasit Kanjanawat said, “Both good and bad”

สามารถติดตามข้อมูลได้ ที่นี่

ขอบคุณสาระเพิ่มเติมจาก : Google

กรรมการผู้จัดการ

กรรรมการธนาคารกรุงเทพ

“ชิน” ราชันผู้บุกเบิกเป็นผู้นําธนาคารกรุงเทพเข้าสู่ยุคทอง

กรรรมการธนาคารกรุงเทพ

“ชิน” ราชันผู้บุกเบิก “นายชินเริ่มงานที่ธนาคารกรุง เทพด้วยการเป็นนายหน้าหาลูก ค้า และพิจารณาการออกเงิน การทําหน้าที่ของนายชินสามารถ ทํากําไรให้แก่ธนาคารอย่างมาก นายชิน โสภณพนิช เกิดในสมัยรัชกาลที่ 6 มีบิดา

– เป็นชาวจีนแต้จิ๋วอพยพ เกิดในบริเวณตลาดน้ํา วัดไทร บางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาต้อง เดินทางกลับไปประเทศจีนพร้อมบิดา และได้ศึกษาชั้น ประถมที่ประเทศจีน รวมทั้งช่วยบิดาทํานาด้วย เมื่อเวลา ฝนตก บิดาต้องตามตัวกลับมาจากโรงเรียนเพื่อให้ช่วย ไถนา นายชินอยู่ในประเทศจีนเป็นระยะเวลานานถึง 12 ปี จนกระทั่งอายุ 17 ปี จึงเดินทางกลับมาสู่ประเทศไทย มี ความรู้อ่านออก เขียนได้ดี ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย –

ชิน เริ่มต้นอาชีพครั้งแรกด้วยการเป็นลูกจ้างในเรือโยงบรรทุก สินค้าทางการเกษตร ขึ้นล่องระหว่าง กรุงเทพฯ-อยุธยาจากนั้นจึงได้เปลี่ยนเป็นเสมียนของโรงไม้แห่งหนึ่งด้วยความเป็น คนเอาการเอางาน เรียนรู้ได้เร็ว ประกอบกับเป็นคนมีอัธยาศัยดี เจ้าของโรงไม้จึงสอนการทําบัญชีให้แก่นายชิ้น รวมทั้งให้เป็น คนติดต่อลูกค้าให้ด้วย นายชินทํางานอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 ปี เมื่อ อายุได้ 20 ปี เจ้าของโรงไม้ได้ขยายกิจการ โดยไปเปิดร้านใหม่ จึงยกสาขาเดิมนี้ให้แก่นายชิน โดยยกตําแหน่งผู้จัดการให้แก่ นายชิน แต่หลังจากนี้กิจการของนายชินประสบปัญหา และเกิด ไฟไหม้ ทําให้ต้องปิดกิจการลง

หลังจากนั้น นายชินได้เดินทางกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้ง และได้ ร่วมทํากิจการการเดินเรือระหว่างซัวเถากับเซี่ยงไฮ้กับนักธุรกิจ ท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่ประสบความสําเร็จอีก ต่อมานายชินได้กลับสู่ ประเทศไทย โดยได้รับการชักชวนจากนายแต้เก๋ง ฮัง เจ้าของ บริษัท เซียม เฮง ลัง ซึ่งเป็นธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้าง นายชิน จึงตัดสินใจเข้าทํางานที่นี่ในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งธุรกิจค้าขายวัสดุ ก่อสร้างนี้ประสบความสําเร็จอย่างมากกล่าวกันว่าในครั้งนั้นใคร จะก่อสร้างอะไร ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ต้องมาซื้อของที่ “เซียม เฮง ล้ง”จากนั้น นายชินจึงตัดสินใจเก็บรวบรวมเงินทั้งหมด เปิด ร้านขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างของตัวเอง แถวโรงภาพยนตร์ พัฒนาการ ถนนเจริญกรุง

และประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่นาน จึง จดทะเบียนเป็น บริษัท เอเซีย จํากัด สินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็น เหล็ก ด้วยอายุเพียง 29 ปี ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้น รัฐบาล มีนโนบายส่งเสริมการค้าขายของคนไทย บริษัทของนายชิน ประสบความสําเร็จอย่างดี จึงขยายกิจการออกไปอีก 2 บริษัท เป็นบริษัทค้าขายเครื่องเขียน และขายเครื่องกระป๋อง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง

ต้องมีการก่อสร้างซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ ที่ปรักหักพัง นายชิน จึงชักชวนเพื่อนพ่อค้าอีก 15 คน ร่วมหุ้นก่อตั้งบริษัท มหากิจ ขึ้นในปี พ.ศ. 2488 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยที่ นายชินเป็นหนึ่งในสามของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งก็ประสบความ สําเร็จอย่างมาก

จากนั้น นายชินจึงได้เริ่มทํากิจการใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ค้าทองคํา ค้าข้าว และธุรกิจห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

inberrier ใน ปี พ.ศ. 2 4 8 7  นายชิน ได้รับการชักชวนจากเพื่อนฝูง 15 คนร่วมหุ้นก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้น

ในเดือนธันวาคม ธนาคารกรุงเทพสาขาแรก ได้เปิดทําการขึ้น ในเวลาบ่าย 2 โมงมีนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานเปิด

นายชินเริ่มงานที่ธนาคารกรุงเทพด้วยการเป็นนายหน้า หาลูกค้า และพิจารณาการออกเงินกู้ ซึ่งการทําหน้าที่ของ นายชิ้นสามารถทํากําไรให้แก่ธนาคารอย่างมาก โดยใน กลางปี พ.ศ. 2488 ยอดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ มี จํานวนทั้งสิ้น 10.2 ล้านบาท ราคา

แต่เมื่อนายชินเข้ามาทําหน้าที่นี้ยอดเงินเพิ่มขึ้น เป็น 18.5 ล้านบาท ในปลายปี

จากนั้น กิจการธนาคารกรุงเทพได้เจริญเติบโตเป็นลําดับ และ เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยด้วยที่มีสาขาเปิดในต่าง

อีกรอบประเทศ ในปี พ.ศ. 2495 นายชินได้ขึ้นผู้จัดการธนาคารและ ครอบครองตําแหน่งได้นานที่สุดถึง 25 ปี ในระหว่างปี พ.ศ. 2495-พ.ศ. 2520 และเป็นที่รู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจ และสังคม และได้ร่วมงานกับนักธุรกิจชั้นแนวหน้ามากมายใน ประเทศไทย เช่น นายบุญชู โรจนเสถียร, นายประสิทธิ์ กาญจน วัฒน์ เป็นต้น

ชีวิต ส่วนตัว นายชินสมรส 2 ครั้ง ครั้งแรกกับ นางชาง เลา ไว อิง ชาวจีน มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 2 คน คือ นายชาตรี โสภณพนิช ครั้งที่ 2 กับ นางบุญศรี โสภณพนิช มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 7 คน อาทิ นายโชติ โสภณพนิช, นายชัย โสภณพนิช, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช เป็นต้น

ชีวิตของนายชิน เป็นที่รับรู้และยอมรับจากสังคมทั่วไปว่า เป็น ผู้สร้างฐานะตนเองจากเสื่อผืนหมอนใบ จนเป็นตํานานของนัก ธุรกิจในประเทศไทยเป็นที่กล่าวขานกันมาจนปัจจุบัน ซึ่งนายชิน มีแซ่ตั้ง มีชื่อเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “ตั้งเพียกซึ้ง” ซึ่งคนไทย เชื้อสายจีนจํานวนไม่น้อยนิยมเรียกนายชินในชื่อนี้

ในทางสังคม ได้ก่อตั้งมูลนิธิชิน โสภณพนิชขึ้น รวมทั้งได้ อนุเคราะห์หลายองค์การ หลายกิจการในสังคมด้วย อาทิเช่น มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ซึ่งเจ้าของโรงเรียนเซนต์จอห์น เคย

สามารถติดตามข้อมูลได้ ที่นี่

ขอบคุณสาระเพิ่มเติมจาก : Google

ยุคเริ่มต้น ก่อร่างสร้าง“แบงก์กรุงเทพฯ ชาตรี โสภณพนิช

ยุคเริ่มต้น

ยุคเริ่มต้น ก่อร่างสร้าง“แบงก์กรุงเทพฯ ชาตรี โสภณพนิช

ยุคเริ่มต้น

ยุคเริ่มต้น ก่อร่างสร้าง“แบงก์กรุงเทพฯ ชาตรี โสภณพนิชCEO ธนาคารกรุงเทพ จํากัด มหาชน Bangkok Bank Public Company Limitedจด ทะเบียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 โดยข้าราชการ นัก ธุรกิจ และกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดเดียว กัน มีสโลแกนที่ว่า “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ บ้าน” ถือว่าเป็นสโลแกนที่สื่อความ หมายได้ดี เข้าใจง่าย เปรียบเสมือนญาติ สนิทมิตรสหายที่อยู่ใกล้ชิดและคอยให้ คําแนะนําให้ความช่วยเหลือคุณได้ดีใน ยามฉุกเฉิน เรียกว่า สามารถเรียกหาเขา ได้ตลอดเวลา

ภายหลังจากจดทะเบียนก่อตั้งเป็นธนาคารกรุงเทพในเวลาต่อมา ธนาคารชั้นนําแห่งนี้ ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการประชาชน ที่สร้าง ความไว้วางใจให้กับผู้มาติดต่อขอใช้บริการ

โดยเริ่มดําเนินการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2487มีสํานักงานใหญ่แห่งแรกเป็นอาคารพาณิชย์เล็กๆ แค่ 2 คูหา ตั้งอยู่ในย่านราชวงศ์ ใจกลางเมืองหลวงในช่วงนั้น

ธนาคารกรุงเทพ ก่อตัวขึ้นจากหน่วยเล็กๆมีพนักงานเริ่มแรกเพียง 23 คน กรรมการผู้จัดการใหญ่ท่านแรกคือ “หลวงรอบรู้กิจ”

ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างฐานลูกค้าของธนาคารด้วยการบริการ ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

กรรมการผู้จัดการท่านที่ 2

คือ ชิน โสภณพนิช ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารที่ครอบครอง ตําแหน่งได้นานที่สุดถึง 25 ปี (พ.ศ. 2495-พ.ศ. 2520)

นายชิน โสภณพนิช เป็นบุคคลที่มีแนวคิดริเริ่มที่ให้ธนาคาร ขยายเครือข่ายสาขาไปยังท้องที่ที่ห่างไกลทั่วประเทศที่มีผลผลิต ทางการเกษตรที่สมบูรณ์ จนทําให้ธนาคารช่วงนั้นเป็นหนึ่งในผู้ สนับสนุนอุตสาหกรรมการส่งออก

และต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ธนาคารได้เปลี่ยนตราสัญลักษณ์ เป็นรูปดอกบัวหลวง ซึ่งใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เราไป

ปัจจุบัน นายชิน โสภณพนิช เสียชีวิตแล้ว

ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ธนาคารกรุงเทพได้ไปเปิดสาขาที่ ต่างประเทศ แห่งสิงคโปร์ตามลําดับ

กรรมการผู้จัดการท่านที่ 3

คือ บุญชู โรจนเสถียร เป็นผู้ที่ปรับเปลี่ยนการบริหารงานครั้ง ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ธนาคารมีมาตรฐานเท่าเทียมกับต่างประเทศรวม ทั้งนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

กรรมการผู้จัดการท่านที่ 4

คือ ชาตรี โสภณพนิช เป็นผู้นําธนาคารกรุงเทพเข้าสู่ยุคทอง ผลประกอบการของธนาคารกรุงเทพในปี พ.ศ. 2523 – พ.ศ. 2535 มีกําไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า และเป็นครั้งแรกที่ ธนาคารพาณิชย์ไทยที่ทํากําไรสุทธิมากกว่า 10,000 ล้านบาท

ธนาคาร กรุงเทพ คือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ณ ช่วงสมัยนั้น

และ เป็น 1 ใน 200 ธนาคารชั้นนําของโลก และในปี พ.ศ. 2525 ได้ย้ายสํานักงานใหญ่ของธนาคารกรุงเทพมา

ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 333 ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ ใช้สํานักงานแห่งนี้มาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

กรรมการผู้จัดการท่านที่ 5

คือ ดร.วิชิต สุรพงศ์ชัย เป็นผู้ที่มีผลงานด้านกิจการธนาคาร รุ่งเรืองอย่างมาก ในต่างประเทศเป็นจํานวนมาก ทําให้ธนาคารกรุงเทพเจริญ

ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพ

เป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศ

มีสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท มีสาขาทั้งหมด กว่า 750 สาขา ตู้ ATM กว่า 4,000 เครื่อง สาขาไมโคร (Micro Branch) ที่เปิดให้บริการ 7 วัน อีกกว่า 175 สาขา มีสาขาที่ ต่างประเทศทั้งหมด 19 สาขา

โดยมีรายงานผลการสํารวจธนาคารยอดเยี่ยมในประ เทศกําลังพัฒนาประจําปี 2546 ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร โกลบอล ไฟแนนซ์ ฉบับประจําเดือนพฤษภาคม 2546 ที่สุดในประเทศไทย ได้กล่าวถึง ธนาคารกรุงเทพ ว่าเป็นธนาคารที่ใหญ่

กรรมการผู้จัดการท่านที่ 6

คือ ชาติศิริ โสภณพนิช เป็นบุตรชายคนโตของ ชาตรี โสภณพนิช เพียงระยะเวลาแค่ 3 ปีในการบริหารตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ เศรษฐกิจไทยที่รุ่งเรืองมานานถึง 30 ปี ก็ได้อวสานลง

ด้วยวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชียซึ่งค่าเงินบาท ลดลงอย่างมาก หลังจากที่ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยน แบบลอยตัว สถาบันการเงินหลายรายไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ประสบปัญหาล้มละลาย สถาบันการเงินที่เหลือประสบปัญหาหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพราะลูกค้าหลายราย ล้วนประสบ ปัญหาทางการเงิน ท่ามกลางอุปสรรคเช่นนี้

นายชาติศิริ โสภณพนิชกลับการแก้ “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาสโดยการเสริมสร้างรากฐาน

สามารถติดตามข้อมูลได้ ที่นี่

ขอบคุณสาระเพิ่มเติมจาก : Google